Make your own free website on Tripod.com

 

 

เครื่องตี - ระนาดเอก

 

ake

 

เครื่องตี-ระนาดเอก
ระนาดเอกไม้ ประกอบด้วย ผืนระนาด และรางระนาด ผืนระนาดมักทำด้วยไม้ไผ่ หรือไม้ชิงชัน มี 21-22 ลูก เจาะรูร้อยด้วยเชือกตลอดทั้งผืน รางระนาดมีลักษณะเป็น รางงอนขึ้นอยู่บนฐานยกพื้น อาจทำเป็นรางเรียบธรรมดา หรือแกะสลักลงรักปิดทอง หน้าที่ของระนาดเอกคือ เป็นตัวนำวงปี่พาทย์ ดำเนินทำนองทางเก็บ โลดโผน สนุกสนาน ไม้ตีระนาดมี 2 ชนิด คือ ไม้แข็ง และไม้นวม

ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ซึ่งวิวัฒนาการมาจากกรับ เดิมคงใช้ไม้กรับ ๒ อันตีเป็นจังหวะ ต่อมาเกิดความคิดใหม่ เอากรับหลายๆ อันมาวางเรียงกันแล้วลองตีดู ก็ได้เสียงหยาบๆ ขึ้น จากนั้นจึงคิดไม้รองเป็นรางวางเรียบราดไป เมื่อเกิดความรู้ความชำนาญขึ้น จึงประดิษฐ์ “ไม้กรับ” ให้มีขนาดลดหลั่นกัน และทำรางรองให้อุ้มเสียงได้ แล้วใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆ นั้นให้ติดกัน ขึงแขวนไว้บนรางใช้ไม้ตี เกิดเป็นเสียงกังวานลดหลั่นตามต้องการ จึงใช้เป็นเครื่องบรรเลงทำนองเพลงได้ แล้วต่อมาก็ประดิษฐ์แก้ไขตัดแต่ง และใช้ขี้ผึ้งกับตะกั่วผสมกันติดหัวท้ายของไม้กรับ ถ่วงเสียงให้เกิดความไพเราะยิ่งขึ้น จึงบัญญัติลื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “ระนาด” เรียก “ไม้กรับ” ที่ประดิษฐ์ขึ้นเป็นขนาดต่างๆ นั้นว่า “ลูกระนาด” และเรียกลูกระนาดที่ร้อยเชือกไว้เป็นแผ่นเดียวกันว่า “ผืน” ลูกระนาดสมัยก่อนมักจะทำด้วยไม้ไผ่ชนิดที่เรียกว่า “ไผ่บง” และ “ไผ่ตง” ต่อมามีผู้นำไม้แก่น เช่น ไม้ชิงชัน ไม้มหาด ไม้พะยุง มาทำบ้าง แต่ที่นิยมกันมากนั้นใช้ไม้ไผ่บง เพราะให้เสียงที่ไพเราะ (ธนิต อยู่โพธิ์ ๒๕๒๑ : ๑๑-๑๒)
ลูกระนาด จำนวนลูกระนาดในสมัยแรกๆ คงจะมีจำนวนลูกน้อยกว่าในปัจจุบัน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ปัจจุบันระนาดเอกมีลูกระนาด ๒๑-๒๒ ลูก ลูกต้นมีขนาดยาว ๓๙ ซม. กว้าง ๕ ซม. หนา ๑.๕ ซม. ลุกต่อๆมาก็ค่อยๆ ลดหลั่นกันไปโดยลำดับ จนถึงลูกที่ ๒๑ หรือ ๒๒ หรือลูกยอด มีขนาดยาว ๒๙ ซม.
รางระนาด รางระนาดทำขึ้นเพื่อช่วยอุ้มเสียง ทำเป็นรูปคล้ายเรือ ทางหัวและท้ายโค้งขึ้น เรียกว่า “ราง (ระนาด” เรียกแผ่นไม้ที่ผิดท้ายรางระนาดว่า “โขน” และเรียกรวมทั้งรางและผืนเป็นลักษณะนามว่า “ราง” ขนาดความยาวของรางวัดจาก “โขน” ข้างหนึ่งถึง “โขน” อีกข้างหนึ่ง ประมาณ ๑๒๐ ซม. มีเท้ารองตรงส่วนโค้งตอนกลางเป็นเท้าเดี่ยว รูปร่างแบบพานแว่นฟ้า
ระนาดเป็นเครื่องดนตรีที่มีเล่นกันในกลุ่มคนไทย มอญ พม่า และชวา การประดิษฐ์เครื่องดนตรีชนิดนี้ขึ้น เป็นความคิดริเริ่มของคนกลุ่มใด ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ แต่มีผู้ให้ทรรศนะว่า คำว่า “ระนาด” เป็นคำไทย แผลงหรือยืดเสียงมาจากคำว่า “ราด” เช่นเดียวกับคำว่า “เรียด” แผลงเป็นระเนียด ราว เป็นระนาว ราบ เป็นระนาบ ราด เป็นระนาด ซึ่งยังมีคำที่พูดกันจนติดปากว่า “ปี่พาทย์ ราดตะโพน” แสดงว่าคำนี้ยังมิได้ยึดเสียง หรือแผลงตามวิธีการดังกล่าว คำว่า “ราด” หมายถึงการวางเรียงแผ่ออกไปทำให้กระจายออกไป คือการเอาไม้กรับหรือลูกระนาดมาวางเรียงตามขนาดต่างๆ ลดหลั่นกันไปเช่นเดียวกับ การเอาไม้ท่อนมาเรียงขวางเป็นทางเดินในที่ลุ่มหรือที่หล เรียกว่า “ระนาด” และไม้ไผ่ที่ถักอย่างเรือกสำหรับรองท้องเรือก็เรียกว่า “ระนาด” แต่คำว่า “ระนาด” นั้นจะบัญญัติขึ้นใช้เรียกไม้ท่อนเรียงขวาง และไม้เรือกวางรองท้องเรือก่อนนำมาใช้เรียกชื่อดนตรีในภายหลัง หรือจะบัญญัติขึ้นใช้เรียกเครื่องดนตรีก่อน แล้วจึงนำไปใช้เรียกไม้ท่อนเรียงขวาง และไม้เรือกรองท้องเรือในภายหลัง เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้เขียนไว้ในหนังสือเครื่องดนตรีไทยว่า ทางสมาคมดนตรีแอฟริกัน (African Music Society) ได้เคยติดต่อมาทางกรมศิลปากรว่า เขามีตำนานที่กล่าวว่าเขาได้รับแบบอย่างระนาดไปจากประเทศไทย อยากทราบว่าทางประเทศไทย มีหลักฐานที่จะช่วยยืนยันได้หรือไม่ ซึ่งทางกรมศิลปากร ก็พยายามสืบหาเอกสารและหลักฐานอื่นๆ แต่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่พบเอกสารหรือหลักฐานใดๆ ที่จะช่วยยืนยันได้ (ธนิต อยู่โพธิ์ ๒๕๑๐ : ๑๓)
ไม้ตีระนาดมี ๒ อัน ใช้ตี ๒ มือ (ถือมือละอัน) ด้ามถือทำด้วยไม้ไผ่เหลากลม ยาวพอเหมาะมือ (ประมาณ ๑๔ นิ้ว) ส่วนปลายที่ใช้ตีทำด้วยไม้เนื้อแข็งหรือเขาควาย เจาะรูตรงกลางเพื่อให้ประกบเข้ากับด้ามถือได้ ทำเป็น ๒ ชนิดคือ ไม้แข็ง และไม้นวม ไม้แข็งปลายที่ใช้ตีจะหุ้มด้วยผ้าชุบน้ำรัก ส่วนไม้นวมจะหุ้มด้วยผ้าสลับกับด้ายถัก จะมีความหยุ่นนุ่ม เมื่อตีผสมวงเรียกว่าปี่พาทย์นวม ส่วนไม้แข็งจะตีกังวาน เมื่อตีผสมวงเรียกว่า ปี่พาทย์ไม้แข็ง ไม้นวมเพิ่งมาคิดทำขึ้นในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 

เครื่องตี - ฆ้อง

 

kong

 

 

ฆ้อง ตัวฆ้องทำด้วยโลหะแผ่นรูปวงกลมตรงกลางทำเป็นปุ่มนูน เพื่อใช้รองรับการตีให้เกิดเสียงเรียกว่า ปุ่มฆ้อง ต่อจากปุ่มเป็นฐานแผ่ออกไป แล้วงองุ้มลงมาโดยรอบเรียกว่า "ฉัตร" ส่วนที่เป็นพื้นราบรอบปุ่มเรียกว่า "หลังฉัตร" หรือ " ชานฉัตร" ส่วนที่งอเป็นขอบเรียกว่า "ใบฉัตร" ที่ใบฉัตรนี้จะมีรูเจาะสำหรับร้อยเชือกหรือหนังเพื่อแขวนฆ้อง ถ้าแขวนตีทางตั้งจะเจาะสองรู ถ้าแขวนตีทางนอนจะเจาะสี่รู
ฆ้องใช้ในการบรรเลงได้สองลักษณะคือ ใช้ตีกำกับจังหวะ และใช้ตีดำเนินทำนอง
ฆ้องที่ใช้ตีกำกับจังหวะได้แก่ ฆ้องหุ่ย หรือฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฆ้องเหม่ง ฆ้องระเบ็ง และฆ้องคู่
ฆ้องที่ใช้ตีดำเนินทำนอง ได้แก่ ฆ้องราง ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ฆ้องมโหรี ฆ้องมอญ ฆ้องกะแตและฆ้องหุ่ย หรือฆ้องชัย

 

 

 

เครื่องตี - ฆ้องวงใหญ่

big

 

 

 

ฆ้องวงใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทย สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ลักษณะโดยทั่วไปของฆ้องวงใหญ่คือ มีลูกฆ้องทั้งสิ้น 16 ลูก ผูกติดกับร้านฆ้อง ซึ่งเป็นหวายโค้ง เกือบรอบตัวผู้เล่น หน้าที่ของฆ้องวงใหญ่คือ ดำเนินทำนองหลัก เครื่องดนตรีชิ้นอื่น ต้องฟังทำนองหลัก จากฆ้องวงใหญ่เสมอ

 

 

 

 

 

เครื่องตี - ฆ้องวงเล็ก

small

 

ฆ้องวงเล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้น ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีขนาดเล็กกว่า และเสียงแหลมเล็กกว่า ฆ้องวงใหญ่ ลักษณะทั่วๆ ไปคล้ายกับฆ้องวงใหญ่ มีลูก 18 ลูก แต่ขนาดของลูกเล็กกว่าฆ้องวงใหญ่ ทำหน้าที่ดำเนินลีลา ถี่กระชั้นกว่าฆ้องวงใหญ่ มีลูกเก็บลูกสะบัดมากกว่า ฆ้องวงใหญ

 

 

 

เครื่องตี - ฆ้องมอญ

moon

 

 

 

ฆ้องมอญ มีลักษณะรูปร่างต่างจากฆ้องไทยคือ ฆ้องมอญ จะเรียงลูกฆ้องโค้งขึ้นในแนวตั้ง ตัวร้านฆ้อง จะแกะสลักปิดทอง มีลูกฆ้อง 15 ลูก ไม่เรียงเสียงแบบฆ้องไทย เสียงต่ำจะขาดไป 2 เสียง หน้าที่ของฆ้องมอญ คล้ายกับฆ้องไทย เป็นผู้นำในการขึ้นต้นเพลง หรือเริ่มเพลง

 

 

 

เครื่องตี - ฆ้องระเบ็ง

 

rebeng

 

ฆ้องระเบ็ง ใช้ตีประกอบการและแสดงระเบ็ง ชุดหนึ่งมีสามลูก มีขนาดและให้เสียงสูง-ต่ำ ต่างกัน มีชื่ออีกอย่างหนึ่งตามลักษณะว่า "ฆ้องราว" ฆ้องราง ใช้ตีดำเนินทำนอง ชุดหนึ่งมี ๗-๘ ลูก เสียงลูกที่ ๑ กับลูกที่ ๘ เป็นเสียงเดียวกัน แต่ต่างระดับเสียง ปัจจุบันไม่มีการใช้ในวงดนตรีไทย

 

 

 

 

 

เครื่องตี - ฆ้องหุ่ย

 

 

ฆ้องหุ่ย ใช้ตีกำกับจังหวะ เป็นฆ้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในวงดนตรีไทย มีอีกชื่อว่า ฆ้องชัย อาจเป็นเพราะสมัยโบราณ ใช้ฆ้องชนิดนี้ตีเป็นสัญญาณในกองทัพ ปัจจุบันใช้ตีใน งานพิธี งานมงคลต่าง ๆ

 

 

 

 

เครื่องตี - กรับพวง

 

 

กรับพวง ทำด้วยไม้หรือโลหะ ลักษณะเป็นแผ่นบาง หลายแผ่นร้อยเข้าด้วยกัน ใช้ไม้หนาสองชิ้นประกับไว้ วิธีตี ใช้มือหนึ่งถือกรับ แล้วตีกรับลงไปบนอีกมือหนึ่งที่รองรับ ทำให้เกิดเสียงกระทบจากแผ่นไม้ หรือแผ่นโลหะดังกล่าว ใช้ตีในการบรรเลงมโหรีโบราณ เล่นเพลงเรือ และโขนละคร

 

 

 

เครื่องตี - กรับเสภา

 

sapa

 

กรับเสภา ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม มีสันมน การตีใช้ขยับมือที่ละคู่ การขับเสภาใช้กรับสองคู่ ถือมือละคู่ ผู้ขับเสภาจะขยับกรับ สองคู่นี้ตามท่วงทำนองที่เรียกเป็นไม้ต่าง ๆ เช่น ไม้กรอ ไม้หนึ่ง ไม้รบ หรือไม้สี่

 

 

 


เครื่องตี - มโหระทึก

 

 

ratuk

 

 

มโหระทึก เป็นกลองหน้าเดียว หล่อด้วยโลหะทั้งลูก มโหระทึกมีมาตั้งแต่ยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งตกประมาณ ๒๐๐๐ปีมาแล้ว มีพบในหลายประเทศในสุวรรณภูมิ ตัวกลองมีหน้ากลองแบนกว้าง บริเวณตรงกลางหน้ากลองนิยมทำเป็นรูปดาวและมีลวดลายอื่น ๆ ประกอบ ด้านข้างตัวกลางมักจะหลักลวดลายต่าง ๆ ฐานกลองเป็นทรงกระบอกกลวง
ในการตีจะวางมโหระทึก ตั้งเอาหน้ากลองขึ้น ใช้ไม้ตีสองอัน ทำด้วยไม้รวกหรือไม้เนื้อแข็งเหลากลม ปลายที่ใช้ตี พันด้วยผ้าให้แน่นแล้วผูกเคี่ยนหรือถักด้วยเส้นด้าย
ชาวไทยใช้มโหระทึกมาแต่โบราณ มีกล่าวถึงในสมัยสุโขทัย ใช้ตีในเทศกาล งานรื่นเริง สมัยอยุธยามีกำหนดให้ตีมโหระทึก ในงานพระราชพิธี สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้ประโคมร่วมกับแตร สำหรับพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จออก ขุนนางในงานพระราชพิธีและรัฐพิธี ใช้บรรเลงร่วมกับกลองชนะใน งานเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวน พยุหยาตราทางชลมารค และในกระบวนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ เป็นการพิเศษแก่วัดสามวัด ให้มีการประโคมมโหระทึกของ พระภิกษุสงฆ์ทำวัตรสวดมนต์ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

 

back                   next